วันเสาร์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2555

บทที่ 2 มาตรฐานความปลอดภัยทางไฟฟ้า

 เรื่อง มาตรฐานความปลอดภัยทางไฟฟ้า

 

1.1   ไฟฟ้าเป็นพลังงานชนิดหนึ่ง ที่สามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานรูปอื่นได้ และพลังงานรูปอื่นก็สามารถเปลี่ยนกลับเป็นพลังงานไฟฟ้าได้เช่นกัน  พลังงานไฟฟ้าถูกนำมาใช้ประโยชน์ในด้านต่าง ๆ มากมายเพราะพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานที่สามารถนำไปแปรรูปให้เปลี่ยนไปในลักษณะต่าง ๆ ได้อย่างสะดวก จะเห็นได้จากความต้องการพลังงานของมนุษย์โลกมีเพิ่มขึ้นเรื่อยมา สังเกตได้จากอุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องใช้ และผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ต้องใช้พลังงานไฟฟ้าเป็นตัวช่วยในการทำงาน นอกจากนี้พลังงาานไฟฟ้ายังเป็นตัวผลักดันให้มีการศึกษาค้นคว้าเทคโนโลยีใหม่ ๆ ขึ้นมา  มีการประดิษฐ์เครื่องมือ เครื่องใช้ขึ้นมาใหม่  และมีประสิทธิภาพสูงยิ่งขึ้นกระแสไฟฟ้าเกิดจากการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอนอิสระ กระแสไฟฟ้าจะไหลจากขั้วบวกไปหาขั้วลบภายนอกเซลไฟฟ้า  ไฟฟ้าแม้ว่าจะมีประโยชน์มากมาย แต่ก็มีโทษมหันต์ต่อผู้ใช้ที่ใช้ไฟฟ้าอย่างไม่ถูกต้อง   หรือไม่ระมัดระวังในการใช้ไฟฟ้า อันตรายของไฟฟ้าอาจก่อให้เกิดความสูญเสียถึงชีวิต หรืออาจก่อให้เกิดความพิการตลอดจนทำให้เกิดเพลิงไหม้  และสูญเสียทรัพย์สิน ดังนั้นในการใช้ไฟฟ้าจะต้องมีความระมัดระวัง ต้องใช้ไฟฟ้าอย่างถูกต้องปลอดภัย โดยผู้เกี่ยวข้องกับไฟฟ้าต้องรู้จักกฎความปลอดภัยเกี่ยวกับไฟฟ้าเพื่อจะได้นำประโยชน์ของไฟฟ้าไปใช้งาน และหลีกเลี่ยงอันตรายที่อาจเกิดขึ้น เครื่องใช้ไฟฟ้าสมัยใหม่   แสดงดังภาพที่ 1.1
p1.1
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ภาพที่ 1.1 เครื่องใช้ไฟฟ้าสมัยใหม่

1.2   การใช้ไฟฟ้าและเครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างปลอดภัย

เครื่องมือเครื่องใช้ไฟฟ้าหรืออุปกรณ์ไฟฟ้าต่าง ๆ ได้ถูกนำมาใช้งานอย่างแพร่หลาย และใช้งานเป็นประจำจนเคยชิน ถ้าผู้ใช้ขาดความระมัดระวังตามสมควร  ใช้โดยไม่มีการบำรุงรักษาให้อยู่ในสภาพที่ดีและปลอดภัยแล้วอาจก่อให้เกิดอันตรายขึ้นได้ ดังนั้นการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า ต้องทำควบคู่กับการดูแลบำรุงรักษาและต้องทำความเข้าใจต่อการใช้งานเพื่อให้การใช้งานมีความปลอดภัยอยู่เสมอ สิ่งที่ควรปฏิบัติในการใช้ไฟฟ้าและเครื่องใช้ไฟฟ้าควรปฏิบัติ  ดังนี้
1.2.1 เลือกใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีเครื่องหมายมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมกระทรวงอุตสาหกรรม (ตรา มอก.)หรือมาตรฐานอื่น ๆที่สากลยอมรับ   
แสดงดังภาพที่ 1.2 

 

 
ภาพที่ 1.2  แสดงตรามาตรฐานอุปกรณ์ไฟฟ้า

1.2.2 เลือกใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าโดยคำนึงถึงคุณภาพและประสิทธิภาพในการใช้งาน มากกว่าการยึดราคาที่ถูกที่สุดเป็นเกณฑ์ตัดสินใจ
1.2.3ตรวจสอบเต้าเสียบกับเต้ารับที่จะใช้งานต้องเหมาะสมกัน เมื่อเสียบใช้งานต้องมีความแน่นเพียงพอ
1.2.4หมั่นตรวจสอบเต้ารับ เต้าเสียบ และสายไฟเป็นประจำและก่อนการใช้งาน
1.2.5เครื่องใช้ไฟฟ้าที่เกิดความร้อนขณะใช้งาน ควรจัดหาวัสดุที่ไม่ติดไฟ เช่น กระเบื้อง หรืออิฐ ทำเป็นพื้นรองขณะใช้งานทุกครั้ง
1.2.6ดวงไฟโคมธรรมดา หรือหลอดไฟที่ขณะใช้งานเกิดความร้อนควรอยู่ห่างจากวัสดุที่ติดไฟง่าย เช่น มุ้ง ม่าน เสื้อผ้า กระดาษ หรือน้ำมันเชื้อเพลิง แสดงดังภาพที่ 1.3
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ภาพที่ 1.3 ดวงไฟโคมธรรมดา ขณะใช้งานจะเกิดความร้อนสูง
 
1.2.7     รั้วหรือหลังคาที่เป็นโลหะ เช่นสังกะสีที่มีสายไฟแตะอยู่อาจมีกระแสไฟฟ้าไหลควรตรวจสอบอยู่เสมอและระวังตะปูที่ตอกตรึงสังกะสีทะลุไปยังสายไฟฟ้าแสดงดังภาพที่ 1.4
 


 

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ภาพที่ 1.4 รั้วหรือหลังคาที่เป็นโลหะ ต้องระวังเรื่องไฟรั่ว
1.2.8ดวงไฟโคมฟลูออเรสเซนต์ ควรตรวจสอบสภาพอยู่เสมอ หากมีการชำรุดหรือหลอดผิดปกติควรเปลี่ยนใหม่ทันที อย่าใช้ต่อไปเพราะอาจทำให้เกิดเพลิงไหม้ได้ หลอด           ฟลูออเรสเซนต์และส่วนประกอบแสดงดังภาพที่ 1.5
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ภาพที่ 1.4 หลอดฟลูออเรสเซนต์และส่วนประกอบ
1.2.9  สายจากวิทยุโทรทัศน์ ควรติดตั้งให้ห่างจากเสาไฟฟ้าหรือสายไฟฟ้าในระยะที่สื่อสายอากาศล้มจะไม่พาดกับสายไฟฟ้า และสายอากาศควรติดตั้งสายดินไว้ด้วย   การติดตั้งสายอากาศที่ไม่ถูกต้องแสดงดังภาพที่ 1.6
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

 
 
 
 
 
 
 
 
 
ภาพที่ 1.6 การติดตั้งสายอากาศที่ไม่ถูกต้อง
1.2.10    ควรหมั่นดูแลต้นไม้อย่าให้แผ่กิ่งก้านสาขาขึ้นไประหรือติดกับสาย ไฟฟ้าเผื่อจะตัดหรือโค่นต้นไม้ที่อยู่ใกล้สายไฟฟ้าควรแจ้งขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ของการไฟฟ้าให้ไปช่วยดูแลความปลอดภัยให้และต้องระมัดระวังในการเล่นว่าวหรือเก็บว่าวที่ติดสายไฟฟ้า การเล่นว่าวและเก็บว่าวที่ผิดแสดงดังภาพที่ 1.7
 
 
 
 
 
 
 
 
 

 
 
 
 
 
 
 
 
ภาพที่ 1.7 การเล่นและการเก็บว่าวที่ผิด
1.2.11  เมื่อเกิดอุบัติเหตุรถยนต์ชนเสาไฟฟ้าหักสายไฟอาจขาดหรือหลุดพาดอยู่กับตัวถังรถตัวถังรถจะมีกระแสไฟฟ้าไหลอยู่ทั่วการถูกต้องตัวถังรถในขณะที่ร่างกายส่วนอื่นแตะอยู่กับพื้นดินอาจได้รับอันตรายถึงเสียชีวิตได้ ควรนั่งรอความช่วยเหลืออยู่ภายในรถจนกว่าเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจหน่วยบรรเทาสาธารณภัยจะมาช่วยเหลือรถยนต์ชนเสาไฟฟ้า แสดงดังภาพที่ 1.8

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ภาพที่ 1.8 รถยนต์ชนเสาไฟฟ้า
 
2.อันตรายจากไฟฟ้า
ไฟฟ้าเป็นแหล่งพลังงานที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ ไฟฟ้าจึงถูกนำไปใช้ประโยชน์อย่างกว้างขวาง แพร่หลาย แต่ในขณะเดียวกันไฟฟ้าก็มีโทษมากมายเช่นกันถ้าการใช้งานนั้นไม่ถูกต้องปลอดภัยอันตรายของไฟที่เกิดกับร่างกายมนุษย์เนื่องจากร่างกายส่วนใดส่วนหนึ่งไปสัมผัสถูกตัวนำไฟฟ้าหรือวงจรไฟฟ้าที่มีกระแสไฟฟ้าไหลผ่านอยู่และในเวลาเดียวกันร่างกายส่วนอื่นๆ สัมผัสอยู่กับพื้นดินโลหะที่ต่อลงดิน หรือพื้นน้ำ เป็นเหตุให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านร่างกายลงพื้นดินหรือพื้นน้ำ ร่างกายจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของวงจรไฟฟ้า กระแสไฟฟ้าไหลผ่านร่างกายมนุษย์ลงดิน แสดงดังภาพที่ 1.9
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ภาพที่ 1.9 กระแสไฟฟ้าไหลผ่านร่างกายมนุษย์ลงดิน
สิ่งที่ทำให้ร่างกายเป็นอันตรายถึงบาดเจ็บหรือเสียชีวิตนั้นเกิดจากการไหลผ่านของกระแสไฟฟ้าผ่านส่วนต่าง ๆของร่างกาย กระแสไฟฟ้าปกติวัดออกมามีหน่วยเป็นแอมแปร์ (A)หรือหน่วยที่เล็กลงเป็นมัลลิแอมแปร์(mA)และไมโครแอมแปร์(mA) โดยที่แรงดันไฟฟ้าจะเป็นเท่าไรก็ตาม(ปกติแรงดันไฟกระแสสลับที่ใช้ตามบ้านเรือนมีค่า 220 โวลต์) แรงดันไฟฟ้าที่สามารถทำอันตรายแก่มนุษย์ได้จะมีขนาดตั้งแต่  25 โวลท์ขึ้นไปขึ้นอยู่กับค่าความต้านทานของร่างกายมนุษย์ด้วย  ซึ่งค่าความต้านทานมนุษย์โดยทั่วไปจะมีค่าประมาณ10 กิโลโอห์มถึง50 กิโลโอห์ม ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการสัมผัสระหว่างส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกายกับตัวนำไฟฟ้าความชื้นของผิวหนังก็มีผลต่อค่าความต้านทานเช่นผิวหนังมีเหงื่อหรือเปียกน้ำก็จะมีค่าความต้านทานมากก็ส่งผลต่อร่างกายก่อให้เกิดอันตรายขึ้นได้มากถ้าถูกไฟฟ้าดูด อันตรายที่เกิดขึ้นมีลักษณะแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับปริมาณของกระแสไฟฟ้าที่ไหลผ่าน  ร่างกาย ความสัมพันธ์ของกระแสไฟฟ้ากับปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นต่อร่างกายมนุษย์ แสดงดังตารางที่1.1
 
ตารางที่ 1.1 ความสัมพันธ์ของกระแสไฟฟ้ากับปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นต่อร่างกายมนุษย์
 

ปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ไหลผ่านร่างกายมนุษย์เป็นมิลลิแอมแปร์ (mA)
ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้น
                    น้อยกว่า 0.5
                     0.5   -  2
                     2  -  10
                     10  -  25
                     25  -  50
                     50  -  100
                      มากกว่า 100
ยังไม่รู้สึก
รู้สึกกระตุกเล็กน้อย
กล้ามเนื้อหดตัว กระตุกปานกลางถึงรุนแรง
เจ็บปวดกล้ามเนื้อ เกร็งไม่สามารถปล่อยให้หลุดออกได้
กล้ามเนื้อเกร็ง กระตุกรุนแรง
หัวใจเต้นผิดปกติ (เต้นอ่อน,เต้นระรัว)  และเสียชีวิต
หัวใจหยุดเต้น เนื้อหนังไหม้
 
คนที่ถูกกระแสไฟฟ้าไหลผ่านส่วนมากไม่สามารถบังคับและควบคุมตัวเองให้หลุดพ้นจากไฟฟ้าได้จึงถูกกระแสไฟฟ้าผ่านร่างกายเป็นเวลานานๆ   ดังนั้นถ้าไม่มีบุคคลอื่นช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีอาจได้รับอันตรายสาหัสจนถึงเสียชีวิตได้ความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณกระแสไฟฟ้าและระยะเวลาที่กระแสไฟฟ้าไหลผ่านร่างกายจนทำให้เสียชีวิต แสดงดังตารางที่ 1.2
 
ตารางที่ 1.2 ความสัมพันธ์ของกระแสไฟฟ้ากับระยะเวลาที่กระแสไฟฟ้าไหลผ่านร่างกาย
 

ปริมาณกระแสไฟฟ้า
เป็นมัลลิแอมแปร์ (mA)
ระยะเวลา
เป็นวินาที (S)
ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้น
100
500
1000
นานกว่า 3
นานกว่า 0.11
นานกว่า 0.03
เสียชีวิต
เสียชีวิต
เสียชีวิต
 
ส่วนประกอบอื่น ๆที่มีผลคือตำแหน่งที่สัมผัสและสภาพของผิวหนังตรงจุดสัมผัสกล่าวคือถ้ากระแสไฟฟ้าไหลผ่านร่างกายตรงบริเวณอวัยวะที่สำคัญเช่นบริเวณศีรษะและทรวงอกอันตรายที่ได้รับจะสาหัสกว่าเมื่อกระแสไฟฟ้าไหลผ่านร่างกายส่วนอื่นถ้าถูกกระแสไฟฟ้าที่ร่างกายบริเวณกว้าง อันตรายก็จะมากขึ้นด้วยอันตรายที่สามารถเกิดขึ้นได้กับผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับอุปกรณ์ไฟฟ้า หรืองานด้านอิเล็กทรอนิกส์อาจเกิดขึ้นในลักษณะต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
2.1 การช็อก (Shock) สาเหตุเกิดจากการที่มีกระแสไฟฟ้าไหลผ่านร่างกายทำให้เกิดการกระตุกบริเวณกล้ามเนื้ออย่างรุนแรงโดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณเส้นประสาท     ซึ่งความรุนแรงนี้ ขึ้นอยู่กับปริมาณของกระแสไฟฟ้าที่ร่างกายได้รับ และก็หมายถึงขนาดของแรงดันไฟฟ้านั่นเอง นอกจากนั้นผลกระทบนี้ยังขึ้นอยู่กับค่าความต้านทานของร่างกายแต่ละบุคคล และยังขึ้นอยู่กับว่าส่วนใดของร่างกายที่จะเป็นทางผ่านของกระแสไฟฟ้า (การสัมผัสในบริเวณที่ใกล้กับหัวใจจะเป็นอันตรายมากที่สุด)โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผิวหนังเปียกจะทำให้ความต้านทานบริเวณผิวหนังลดลงมาก หรืออาจมีค่าเป็นศูนย์เมื่อผิวหนังมีรอยถลอก หรือถูกทิ่มแทงด้วยของมีคม ซึ่งจะส่งผลทำให้เป็นทางผ่านของกระแสไฟฟ้าได้เป็นอย่างดี
 
 
การช็อกนี้สามารถจะรู้สึกได้เมื่อแรงดันไฟฟ้ามีค่าประมาณ 15 V และที่แรงดันไฟฟ้ามีค่าตั้งแต่ 20 ถึง 25 V จะมีความรู้สึกเจ็บปวด โดยถ้าเพิ่มแรงดันไฟฟ้าให้สูงมากกว่านี้เพียงเล็กน้อยจะทำให้ผู้เคราะห์ร้ายไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองให้หลุดจากการถูกไฟฟ้าดูดได้ ผลที่ตามมาก็คือเกิดการไหม้เกรียมตามบริเวณร่างกาย และที่แรงดันไฟฟ้าประมาณ 70 V   อาจทำให้ผู้ถูกไฟฟ้าดูดเสียชีวิตได้  สำหรับอันตรายของผู้ทำงานในโรงงานที่ถูกไฟฟ้าดูดจากแรงดันไฟฟ้าขนาด 200 - 240 VAC และที่ปริมาณกระแสไฟฟ้าประมาณ 25 ถึง 30 mA หรือมากกว่าก็สามารถทำให้เสียชีวิตได้เช่นกัน
    • แผลไหม้ (Burns) สาเหตุเกิดจากการที่มีกระแสไฟฟ้าปริมาณมาก ๆ ไหลผ่านร่างกายเมื่อร่างกายไปสัมผัสกับตัวนำไฟฟ้าหรือเมื่อร่างกายไปสัมผัสกับผิวของอุปกรณ์ใด ๆ ที่มีความร้อน นอกจากนั้นความร้อนปริมาณมาก ๆ ที่เกิดจากประกายไฟเมื่อเกิดการลัดวงจรไฟฟ้า ก็อาจทำให้เกิดแผลไหม้แก่ผู้ทำการตรวจซ่อมได้ ซึ่งในกรณีนี้จะต้องได้รับการรักษาโดยทันที
    • การระเบิด (Explosion) สาเหตุเกิดจากประกายไฟที่เกิดขึ้นไปทำให้ก๊าซที่จุดติดไฟได้ง่าย  เกิดติดไฟขึ้นมา   ดังนั้นเมื่อทำงานในบริเวณที่มีก๊าซที่สามารถจุดติดไฟได้ง่าย จะต้อง   เพิ่มความระมัดระวังให้มากยิ่งขึ้น
    • การบาดเจ็บที่ดวงตา  (Eye Injuries) สาเหตุเกิดจากสายตาถูกกระทบด้วยแสงอุลตร้าไวโอเล็ทที่มีความเข้มสูง ซึ่งลำแสงนี้เกิดจากประกายไฟที่เกิดจากการจุดระเบิด ในกรณีนี้จะทำให้สายตาพร่ามัวชั่วขณะ และรู้สึกปวดเมื่อเวลาผ่านไป นอกจากนี้แสงเลเซอร์นับว่าเป็นอันตรายต่อดวงตามากที่สุด ทั้งนี้เนื่องจากเป็นลำแสงที่มีความเข้มสูงมาก   และมีอำนาจการทะลุทะลวงสูง ดังนั้นเมื่อทำงานที่เกี่ยวกับแสงอุลตร้าไวโอเล็ท หรือแสงเลเซอร์จะต้องสวมแว่นตาที่สามารถกรองแสงได้เป็นพิเศษ เมื่อทำการเชื่อมโลหะจะทำให้เกิดประกายไฟขึ้น    ดังนั้นจึงต้องสวมหน้ากากกันแสงทุกครั้งเพื่อลดความเข้มของแสงที่จะมากระทบกับสายตาด้วยเช่นกัน    นอกจากนั้นคลื่นไมโครเวฟที่แพร่กระจายออกมาจากท่อนำคลื่นจะเป็นสาเหตุทำให้ตาบอดได้   ดังนั้นจึงไม่ควรมองเข้าไปในทิศทางในระยะใกล้ ๆ กับตัวกำเนิดคลื่นความถี่นั้น
    • อันตรายจากการได้รับคลื่นไมโครเวฟ และจากอุปกรณ์กำเนิดความถี่วิทยุ (Body Injuries from Microwave and Radio-Frequency Equipment)
พลังงานที่เกิดจากคลื่นไมโครเวฟ และอุปกรณ์กำเนิดสัญญาณความถี่วิทยุ สามารถทำอันตรายแก่มนุษย์ได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณที่มีปริมาณของเลือดน้อย เช่น ดวงตา เป็นต้น สำหรับระดับกำลังงานสูงสุดที่ผู้ปฏิบัติงานพึงระวังมีขนาดเท่ากับ 1.0 mW/cm2 และควรหลีกเลี่ยงการปฏิบัติงานกับคลื่นสัญญาณที่มีความเข้มของกำลังงานเกินกว่า 10 mW/cm2
 
 
                   
  • ค่าความต้านทานของร่างกายมนุษย์
ผิวหนังของร่างกายเป็นส่วนที่มีความต้านทานต่อการไหลของกระแสไฟฟ้าอยู่บ้าง 
ผิวหนังส่วนที่หนาและแห้งสนิทย่อมมีความต้านทานต่อการไหลของกระแสไฟฟ้าดีกว่าผิวหนังส่วนที่บางและเปียกชื้น     ฉะนั้น ถ้าผิวหนังส่วนที่สัมผัสกับไฟฟ้าเปียกชื้นด้วยเหงื่อหรือน้ำ กระแสไฟฟ้าจะไหลผ่านร่างกายได้มากขึ้น  อันตรายที่ได้รับก็จะมากขึ้นตามไปด้วย  ความต้านทานต่อกระแสไฟฟ้าของร่างกายที่มีสภาพแตกต่างกัน 
ตารางที่ 1.3 ความสัมพันธ์ของความต้านทานต่อกระแสไฟฟ้ากับสภาพร่างกายมนุษย์

ส่วนของร่างกาย
ความต้านทานเป็นโอห์ม (W)
ผิวหนังแห้ง
ผิวหนังเปียก
ภายในร่างกายหรือมือถึงเท้า
หูถึงหู
100,000  -  600,000
1,000
400  -  600
100
  • การป้องกันอันตรายก่อนปฏิบัติงานทางไฟฟ้าได้ถูกต้อง
                กระแสไฟฟ้าที่ไหลผ่านเข้าร่างกายมนุษย์ ทำให้กล้ามเนื้อเกิดการหดตัวและเกิดอาการเกร็ง ผู้ถูกกระแสไฟฟ้าไหลผ่านส่วนมากไม่สามารถควบคุม  หรือบังคับตัวเองให้หลุดพ้นจากไฟฟ้าได้ กระแสไฟฟ้าจึงไหลผ่านเข้าร่างกายได้มากและเป็นเวลานาน อันตรายที่ได้รับจึงมากขึ้นกระแสไฟฟ้าจะไปทำให้ศูนย์บังคับการทำงานของหัวใจหยุดทำหน้าที่ตามปกติ หัวใจหยุดเต้น โลหิตหยุดการหมุนเวียนไปตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ผู้ถูกกระแสไฟฟ้าไหลผ่านส่วนมากจึงหมดสติและเสียชีวิตในที่สุด
                ธรรมชาติของกระแสไฟฟ้าจะไหลไปตามทางที่เป็นตัวนำที่ดี ถ้ามีทางให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้หลายทาง กระแสไฟฟ้ามักไหลผ่านไปตามทางที่มีความต้านทานน้อยที่สุดคือเป็น
ตัวนำที่ดีที่สุด จากคุณสมบัตินี้เอง ถ้าต้องการป้องกันไม่ให้ร่างกายเป็นทางที่มีความต้านทานน้อย ที่สุด มีวิธีการป้องกันได้ 2 วิธี คือ วิธีแรก จัดให้มีทางที่มีความต้านทานน้อยกว่าความต้านทานของร่างกาย ให้เป็นทางไหลของกระแสไฟฟ้าโดยการต่อสายดิน (Ground Wire) เข้ากับอุปกรณ์
ไฟฟ้าหรือเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ทำมาจากโลหะ วิธีที่สองใช้ฉนวนกั้นกระแสไฟฟ้าไว้ไม่ให้ไหลผ่าน
ร่างกาย ขณะที่ต้องเกี่ยวข้องกับไฟฟ้า
 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น